7 ข้อเสีย ของการ ไม่กินข้าวเช้า ส่งผลอะไรต่อร่างกายบ้าง

7 ข้อเสียไท่ทานอาหารเช้า

การ ไม่กินข้าวเช้า อาจเป็นเรื่องปกติ สำหรับหลาย ๆ คน สำหรับบางคนการกิน อาหารเช้า อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก เพราะกินแค่กาแฟแก้วเดียวก็อยู่ท้องแล้ว และก็อาจบวกกับการคิดเอาเองว่ามื้อเช้าไม่หิว ค่อยไปรวบกินทีเดียวช่วงมื้อกลางวันก็ได้ ซึ่งมันอาจจะไม่เกิดผลอะไรในระยะสั้น แต่ถ้าพูดกันถึงระยะยาวมันย่อมส่งผลแน่นอน เดี๋ยวเราจะ มาดู 7 ข้อเสีย ของการ ไม่กินข้าวเช้า กัน ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

7 ข้อเสีย ของการ ไม่กินข้าวเช้า

ปัญหาสุขภาพช่องปาก

เจอข้อแรกก็เกิดความแปลกใจ เพราะถ้าเราไม่กิน อาหารเช้า ก็ไม่น่าจะเกิดปัญหากลิ่นปาก หรือลมหายใจที่มีกลิ่น ครั้นจะคิดว่าเป็นเพราะการแปรงฟันที่ไม่สะอาด หรือคุณภาพของยาสีฟันไม่ดีก็ไม่น่าใช่ ซึ่งจริง ๆ แล้วสาเหตุที่เกิดขึ้นมาจากการไม่กินของเรานั่นแหละ พอต่อมน้ำลายขาดตัวกระตุ้นเข้าก็เลยทำให้แบคทีเรียเติบโตจนเกิดกลิ่นนั่นเอง ทางแก้ง่าย ๆ ก็แค่กินหรือดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำเปล่าเยอะ ๆ

เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ

แต่มักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะในร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า คอร์ติซอล ในช่วงเช้า หากผู้หญิงคนไหนไม่กินอาหารเช้าจะทำให้ คอร์ติซอล สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดความไม่สมดุล จนนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้ 

ผลด้านอารมณ์

คนที่ ไม่ทานอาหารเช้า บางครั้งก็ส่งผลต่ออารมณ์ ทำให้เกิดการแสดงออกทางร่างกายแบบไม่รู้ตัว เช่น หงุดหงิดจากการเข้าร่วมประชุมที่เลิกล่าช้า จนทำให้เลยเวลาข้าวเที่ยงออกไป และอาจทำให้เผลอแสดงกิริยาที่ไม่ดีออกมาได้

เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน

หากใครที่เปลี่ยนใจมากิน อาหารเช้า ต้องบอกว่ามีโอกาสที่จะห่างจากโรคนี้ได้ถึง 35 – 50% เลยทีเดียว แต่ถ้าใครที่ยังดื้อไม่กินอีกก็มีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้นอีก 20%

เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์

ถ้าไม่กิน อาหารเช้า เข้าไปหลังจากตื่นนอน ก็จะทำให้ไม่มีอะไรไปหล่อเลี้ยงสมองให้เพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบความจำแย่ลง

น้ำหนักขึ้น

เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ๆ เพราะถ้าเราไม่กิน อาหารเช้า ก็ไม่น่าจะทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ แต่ที่มันขึ้นก็เนื่องจากว่า ความหิวสะสมจากตอนเช้า แล้วไปลงหนักที่มื้ออื่นจนทำให้น้ำหนักเพิ่มได้

ระบบเผาผลาญแย่ลง

เพราะเกิดความแปรปรวนเนื่องจากไม่ได้รับ อาหารเช้า เนื่องจากร่างกายจะต้องกักเก็บพลังงานที่สะสมไว้ และมันก็จะทำให้เกิดอาการคล้ายกับข้อ 6

ชอบบทความนี้แชร์เลย
Scroll to Top